วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ฉลาดแกมดี

video

ที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=aAIZGfN59Fs&feature=related

ฉลาดแกมโกง..แค่โลภก็โง่แล้ว

ทัศนคติของผม : ประวัติศาสตร์ของการศึกษาทยได้สะท้อนออกมาให้เห็นแล้ว ว่าการศึกษาที่ถูกสอนให้เชื่อจำและทำตามมาตลอดว่า การศึกษาเป็นสิ่งที่ดี และมักมองในมุมดีเสมอ หาก คำว่าฉลาดแกมโกง ผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ของการศึกษาที่เกิดขึ้นมาจากการศึกษาที่มีปัญญาสูงขึ้น โดยคนนั้นเลือกใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ก็จะส่งผลกระทบต่อผู้คน สังคม ทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ ซึ่งสามารถเห็นและสัมผัสได้ง่ายในสังคมทั่วไป
อย่าหลอกตัวเอง ..เปลี่ยนสังคมฉลาดแกมโกง ให้เป็นสังคมฉลาดแกมดี..กันเถอะ

วิสูตร อาสนวิจิตร
iamvisut@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ครู "เรือจ้างกลางใจ"

video


ครูที่ดี คือ อะไร ? คำถามที่อยู่ในใจฉันเสมอ
ใช่คนที่สอนให้เด็กสอบได้คะแนนสูงๆ แค่นั้นเหรอ
ในวันที่ฉันกำลังจะยอมแพ้กับความฝันที่จะเป็นครู
ฉันก็พบกับคำถามของคำถามนี้
ครูไม่ใช่ แค่คนที่สอนหนังสือ
แต่ต้อง อดทน เสียสละ เพื่อขัดเกลาลูกศิษย์
เป็นคนที่รู้ผิดชอบ ชั่วดีในชีวิตต่อไป
นั้น คือ "ครูที่ดี"

ทัศนคติของผม : รู้สึกดีถึงคุณค่าของความเป็นครู หากแต่ตนเองขณะนี้ได้อยู่ในบทบาท 2 บทบาท คือ ครูและนักเรียน ทำให้มีความรู้สึกดีๆๆ มากครับ และยิ่งไี้ด้ดูโฆษณานี้แล้วยิ่งทำให้มีความรู้สึกดีมากขึ้นครับ ขอเถิดทูนพระคุณครูทุกท่านครับ..............ขอบคุณที่ตนเองมีโอกาศได้มีครูที่ดีครับ

ที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=q6euDTCqqAI&feature=related

วิสูตร อาสนวิจิตร
iamvisut@gmail.com

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ตีความตามปฏิทิน

อีก 823 ปี ถึงจะมีแบบนี้อีก

ลองมองดูปฏิทินเดือนปัจจุบัน ตุลาคม2553 ของปีนี้ แล้วนับวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ดู จะเห็นว่า มีวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ถึงอย่างละ 5 วัน (ปกติจะพบทีมีวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ครบติดต่อกันแค่4วันใน1เดือน) ซึ่งตามฮวงจุ้ยของคนจีนเรียกเดือนที่มีปรากฏการณ์วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ถึงอย่างละ 5 วันครบใน 1 เดือนนี้ว่ากระเป๋าเงิน โดยเชือว่าถ้าเราบอกกันต่อไป เงินทองก็จะไหลมาเทมาหาเราสำหรับโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ที่จะมีวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ อย่างละ 5 วันภายใน 1 เดือนนั้น จะเกิดขึ้นทุกๆ 823 ปี ดังนั้นปี พ.ศ.3376 ถึงจะมีวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ อย่างละ 5 วันภายใน 1 เดือนแบบนี้อีกต้องเกิดใหม่อีกหลายชาติจึงจะเจอะอีกครั้ง

วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แด่คนช่างฝัน

video
เพลง แด่คนช่างฝัน
ศิลปิน : จ๊อบ บรรจบ
อัลบั้ม : เพลงประกอบภาพยนตร์ "พลอย"
เพลง : แด่คนช่างฝัน


อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอ...นะคนดี
เพราะเราเกิดมาในโลกแห่งเสรี
อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอ...นะคนดี
มองดาวบนฟ้าเราก็เป็นได้แค่ฝัน
ทุกวันไม่มีที่สิ้นสุด

แต่ใจเอ๋ยใจของมนุษย์...สุดจะลึกที่จะพรรณนา

จึงอยากกู่ร้องเป็นท่วงทำนองของชีวิต
ถึงอดีตบางครั้งอย่างปวดร้าว
แม้บทเพลงที่เคยร้องรำทุกค่ำเช้า
นี่ชีวิตเราหรือใครเขาเป็นเจ้าของ

เพื่อเธอคนดีแด่คนช่างฝัน
อย่าให้มันต้องกลายเป็นฝันร้าย
มองฟ้าคืนนี้ยังมีดวงดาวดูพราวพราย
แค่อยากรู้ใครคือเจ้าของเธอ


ทัศนคติผู้เขียน; ขอหยิบยกนำเนื้อหาบทเพลงของคุณ จ๊อบ บรรจบ มาเผยแพร่ให้ได้ฟังกันน่ะครับ ผมเองมีความชื่นชอบเนื้อหาเพลงนี้ตอนที่ว่า "อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอ...นะคนดี" คนเรานั้นนะครับต้องมีโลกแห่งเสรี ทั้งความคิด การกระทำ ที่ไม่ได้ถูกใครมาครอบครองเป็นเจ้าของตัวเราจนกลายเป็นคนที่ถูกครอบงำอยู่ในกรอบนั้น หลายคนบอกว่าทำงานต้องตามเจ้านายเจ้านายถูกทุกอย่าง แต่ขอบอกเถอะครับเจ้านายไม่ใช่เจ้าชีวิต เหมือนดังเพลง "ชีวิตเราหรือใครเขาเป็นเจ้าของ".........ลองคิดดูกันน่ะครับทุกวันนี้เราหรือเขาที่เป็นเจ้าของชีวิต..................... เสรี ความคิดที่ทุกคนกำลังโหยหา.....

วิสูตร อาสนวิจิตร
iamvisut@gmail.com

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

“สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ”


สิ่งทั้งปวง ล้วนแต่ลวง ให้ยึดมั่น
ได้เท่ากัน ทั้งที่ ดีและชั่ว
ที่ว่าดี ยึดไว้เพราะ " ได้ " แก่ตัว
ที่ว่าชั่ว ยึดเพราะกลัว ตัว"เสีย"อะไร

ก่อให้เกิด หนักใจ ได้เท่ากัน
ไม่ว่าจะ ยึดมัน นั้นแง่ไหน
ดีดั่งหมาย เดี๋ยวก็กลาย เป็นจืดไป
สิ่งใดใด ก็ต้องเป็น เช่นว่ามา

ถ้าอย่าหลง ยึดมั่น ทั้งชั่ว-ดี
จะวางจิต ถูกวิธี ทั้งหลัง-หน้า
ชั่วและดี กลายเป็นเครื่อง เรืองปัญญา
ไม่เป็นบ้า เพราะชั่ว-ดี นี่! นิพพานฯ

ที่มา: http://www.facebook.com/note.php?note_id=203732986853

ทัศนะคติผู้เขียน : ทุกสิ่งอยากเป็นสิ่งสมมุติ อุปโหลก หลอกตัวเองไปวันๆ ว่านั้นของเรา ว่านี้ของเรา ตำแหน่งนี้ของเรา สิ่งนี้ของเราเพราะเราทำ ทำสิ่งนี้ต้องได้สิ่งนี้ ....... เป็นวิถีทางที่สุดแสนจะน่าอดสูยิ่ง หากแต่กลไก หรือวงจร วัฏจักร นั้นเป็นไปตามที่ถูกสิ่งที่เรียก ว่า "ของกู" ครอบงำแล้ว วิปริตทางวงจรของวิถีชีวิตกำลังเริ่มขึ้นนะบัดนั้นเช่นกัน ...... ลองออกจากวงล้อนั้นแล้วออกมามองอยู่ข้างนอกสิครับ แล้วจะพบเห็นอะไรอีกมากมาก....

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

สติปัญญา3 ฐาน (โดย ดร.วรภัทร ภู่เจริญ)


เนื้อหาบางส่วนที่สำคัญ
คนโบราณให้ความสำคัญกับปัญญาฐานกายเยอะมาก แม้แต่การเรียนรู้ก็ใช้เพื่อการ “บ่มเพาะ” ปัญญาฐานกาย เพราะจะสืบเนื่องต่อไปที่ฐานใจ และฐานคิดในที่สุดแต่ระบบการศึกษายุคอุตสาหกรรม เน้นฐานกายบนความไม่รู้ฐานใจ และฐานกาย ผลออกมาคือ เป็นปัญญาเฉโกเสียส่วนมาก เป็นฐานคิดที่วิปริต เป็นฐานคิดที่จิตไม่ปกติ

คำว่า เฉโก นี้ ท่านพระอาจารย์พุทธทาส แปลไม่ตรงกับพจนานุกรมนะครับ ในพจนานุกรมแปลว่า เป็นความคิดแบบโกงๆ เจ้าเล่ห์ ฉลาดแกมโกง เฉไปเฉมา ฯลฯ

ซึ่งที่จริงแล้ว “เฉโก” เป็นความคิดตอนจิตไม่ว่าง คิดตอนจิตเกิดอาการ เป็นได้ทั้งโลภโกรธ หลง เป็นแบบติดดี หรือ “เมาบุญ” ก็ได้เป็นแบบไม่โกงก็ได้ เป็นความคิดที่เจืออคติเจือลำเอียง ไม่มีความเป็นกลางของจิตในความคิดนั้นๆ เป็นความคิดแบบฟุ้งซ่าน กังวล แค้นเบื่อหน่าย เซ็ง ฯลฯ ก็ได้ ไม่ใช่แค่เจ้าเล่ห์โกง แต่อย่างเดียว

พ ว ก เ ร า โ ด น ร ะ บ บ ก า ร ศึก ษ า ยุคอุตสาหกรรมหลอกเสียโง่มานาน เป็นกบในกะลาเชื่อตนเองจนโง่ ขาดคุรุหรือบัณฑิตชี้ทางยิ่งเรียนยิ่งมีพันธนาการ ยิ่งตกเป็นทาสทางวัตถุ ยิ่งเรียนยิ่งเต็มไปด้วยกิเลส หลงโง่ โดนโฆษณา โดนสื่อเฉโกหลอกได้เรื่อยๆ ยิ่งเรียนยิ่งไม่หลุดพ้น ยิ่งเรียนยิ่งทำลายล้างรู้ลึก โง่กว้าง ฉลาดทางโลก โง่ทางธรรมยิ่งแก่ ยิ่งไม่น่ารัก ยิ่งตำแหน่งสูง ยิ่งขาดเมตตาอารมณ์ดี แต่เข้าข้างกิเลส (พวกขี้เมา พวกบ้ากาม) ฯลฯถ้ามีโอกาส ก็อย่าลืมหาครูบาอาจารย์ถอยไปฝึกฐานกาย เดินจงกรม ทำสมาธิ วิปัสสนาบ้างนะ


>> ทัศนะผู้เขียน ; ข้าพเจ้าได้คัดลอกเนื้อหาบางตอนมาจาก Soft Side Management (ตอนที่ 5) :สติปัญญา3
ฐาน โดย ดร วรภัทร์ ภู่เจริญ* http://managerroom.com ต้องการให้เห็นมุมมอง และแนวคิดอีกด้านหนึ่งที่เป็ีนจริงตามแนวคิดของ ดร วรภัทร์ ภู่เจริญ ซึ่งผู้เขียนขอขอบคุุณสำหรับสิ่งดีๆๆ สำหรับเนื้อหาทั้งหมดที่ได้แสดงในส่วนนี้ ขอบคุณครับ.....


วิสูตร อาสนวิจิตร
iamvisut@gmail.com

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด <โดย ว.วชิรเมธี>

รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี......
ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลงหมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริงคิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า''น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝันฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด''คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนักเพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบกิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่าควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใครหรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชังแต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำเอา เวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่าชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำนอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่าเราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยังคนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเองถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขาจิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่าบางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้นเขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลยเราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสียวันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลยลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่าคิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอกเราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้วมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม
อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้างความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลยมุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่าวิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า ''การกลับมาอยู่กับตัวเอง''กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก
แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด ก็ควรหันกลับเข้ามา ''มองด้านใน''แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่นเพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแหยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใดสภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้นวิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือการดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่เราทุกขณะหรือถ้าเช่นนั้นก็ย้ายตัวเองออกไปเสียจาก สภาพแวดล้อมเช่นนั้นให้เร็วที่สุดอย่าอยู่นานจนทุกข์นั้นกลัดหนองเป็นมะเร็งร้ายในอารมณ์ปราชญ์จีนบอกว่า ''ถ้ามีขุนเขาขวางท่านอยู่ข้างหน้า อย่าเสียเวลาย้ายขุนเขาแต่จงย้ายตัวเอง ''ดังนั้นเราควรจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างในหรือจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างนอก?
>>โดย ว.วชิรเมธี

ที่มา ; http://arunwong.blog.mthai.com/2010/08/27/public-1

วิสูตร อาสนวิจิตร
iamvisut@gmail.com

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

วาง..แล้วจะ..ว่าง



ใครชอบ ใครชัง ช่างเถิด
ใครเชิด ใครแช่ง ช่างเขา
ใครเบื่อ ใครบ่น ทนเอา
ใจเรา ร่มเย็น เป็นพอ

คำสอน พระคุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณโณ



...ยึดมั่นถือมั่นไปกันทำไม มองขึ้นไปข้างบนสิครับ มีดวงตาที่กำลังเฝ้ามองดูคุณอยู่
เชื่อเถอะ ทำดี แล้วย่อมมีคนเห็นแน่นอน
เชื่อเถอะ ทำชั่ว แล้วย่อมมีคนเห็นแน่นอน
กรรม ปาบ บุญ คุณ โทษ มีอยู่จริง ในโลกนี้

สมการสมมุติสมดุลของ บุญ ปาบ
กระทำ = > ผลลัพธ์

วิสูตร อาสนวิจิตร
iamvisut@gmail.com

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วลีกินใจ..Bodyslam

Bodyslam








>> วลีกินใจจาก ตูน นักร้องนำวง Bodyslam ก่อนเพลง คนมีตังค์.........
"จะเครียดไปทำไมเยอะแยะครับผม สุดท้ายตื่นนอนขึ้นมา ล้างหน้า ล้างตา แปรงฟัน อาบน้ำ ให้เรียบร้อยครับผม พร้อมที่จะสู้กับวันใหม่ ร้อมที่จะเจอกับคนที่ไม่ชอบครับผม"
ฟังเพลง:
http://www.youtube.com/watch?v=l6QQG9Un6lo&feature=search

เนื้อเพลง: คนมีตังค์
อัลบั้ม: Save My Life
มีสตางค์นี่นะช่างดีเหลือเกิน มีสตางค์จะทำอะไรก็เพลินจะตาย
ไม่ต้องดิ้นต้องรนจะนกจะไม้ จะเอาอะไรก็ชี้
มีสตางค์ก็คงจะดีนะเออ เพียงแต่คนอย่างเรานะมันไม่ค่อยจะมี
พยายามประคับประคองสุดท้ายก็ได้เท่านี้
แต่ฉันไม่เดือดร้อน แม้ไม่มีมากมายอย่างใครสักที
แม้มีเท่านี้ แต่หัวใจมันก็ยินดี ทุกวัน
ชีวิตนี้บางทีก็น้อย คิดไปทำไม
ชีวิตนี้บางวันก็เยอะ ถือเป็นกำไร
ชีวิตเราก็เท่านี้ ความสุขที่หัวใจต้องการ
สุดท้ายมันอยู่ไม่ไกล
ค้นลงไปข้างในจิตใจ ใครๆก็พบมัน
แต่ฉันไม่เดือดร้อน แม้ไม่มีมากมายอย่างใครสักที
แม้มีเท่านี้ แต่หัวใจมันก็ยินดี ทุกวัน
มันก็เป็นอย่างเดิม(งดงาม) ฟ้าก็เป็นอย่างเคย(สีคราม)
แม้ว่าในจิตใจ(ทุกคืนทุกวันที่มี)
แม้ไม่มีอย่างใคร(ไม่มี) แล้วจะเป็นอย่างไร
(รับไหว ทุกสิ่งทุกอย่างมันแค่นี้เอง)
มันก็เป็นอย่างเดิม(งดงาม) ฟ้าก็เป็นอย่างเคย(สีคราม)
แม้ว่าในจิตใจ(ทุกคืนทุกวันที่มี)
แม้ไม่มีอย่างใคร(ไม่มี) แล้วจะเป็นอย่างไร
(รับไหว ทุกสิ่งทุกอย่างมันแค่นี้เอง)
แค่คิดดีทำดีก็พอ...

"ลองหยุดนิ่งๆ ดูความเคลื่อนไหวรอบตัวเราเองแล้วคุณจะพบอะไรต่อมิอะไร..หลายๆอย่างครับ"

แหล่งที่มา: www.siamzone.com , www.genie-records.com
วิสูตร อาสนวิจิตร iamvisut@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คำคมจาก...ขงเบ้ง

ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่..คุณก็จะได้เป็นใหญ่..
ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไร..คุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น..
เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย
เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส
เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย
ดังนี้แล้ว "ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"


นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ..
ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด

ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด

ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น



ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี..
ไม้คดใช้ทำขอ เหล็กงอใช้ทำเคียว
แต่คนคดเคี้ยวใช้ทำอะไรไม่ได้เลย
เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว
เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิต จะไม่คิดได้อย่างไร
เมื่อใครสักคนหนึ่งทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขา
เพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขา
ท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้


คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย..
ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้แต่ไม่สามารถมองเห็นคิ้วของตน
คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น
แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต...





ข้อความ; คัดบางส่วนมาจากผู้ไม่ระบุเจ้าของ ดังนั้นจึงขอขอบคุณเจ้าของตัวจริงครับ


วิสูตร อาสนวิจิตร
iamvisut@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ชีวประวัติท่าน ติช นัท ฮันห์



ติช นัท ฮันห์ กำเนิดในปี พ.ศ. 2469 ที่จังหวัดกวงสี ในตอนกลางของประเทศเวียดนาม ท่านมีชื่อเดิมว่า เหงียน ซวน เบ๋า ( Nguyen Xuan Bao) "ติช นัท ฮันห์" เป็นฉายา เมื่อท่านได้รับ การอุปสมบทแล้ว คำว่า "ติช" ในเวียดนามใช้เรียกพระ มีความหมายว่าเป็นผู้สืบทอดพุทธศาสนา ส่วน "นัท ฮันห์" เป็นนามทางธรรมของท่าน มีความหมายว่า "การกระทำเพียงหนึ่ง" (One Action) หมู่ศิษย์ในทางตะวันตก เรียกท่านว่า "Thay" (ไถ่) ซึ่งในภาษาเวียดนามมีความหมายว่า "ท่านอาจารย์"

ในปี พ.ศ. 2485 เมื่ออายุได้ 16 ปี ท่านได้บรรพชา เป็นสามเณรที่วัดตื่อฮิ้ว (Tu Hieu) วิถีชีวิต ในวัดเซนแห่งนี้ เป็นรากฐานอันสำคัญ ต่อชีวิตนักบวชของท่าน สามเณรต้องเรียนรู้ การมีชีวิตอยู่ ในปัจจุบันขณะ ในทุกการกระทำ อาจารย์ได้มอบหนังสือเล่มเล็กๆ กำชับให้ศึกษาหนังสือนั้น จนกว่าจะเข้าใจ "การนำสารัตถะแห่งพระวินัย มาประยุกต์ ใช้ในชีวิตประจำวัน" เป็นตอนแรกของคู่มือเล่มเล็กนั้น กล่าวถึงอากัปกิริยาของพระฝึกหัด จะต้องเกิดขึ้นพร้อมไปกับ สัมมาสติ หรือการกำหนดรู้ในปัจจุบัน

ปี พ.ศ. 2492 ติช นัท ฮันห์ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่ออายุ 23 ท่านได้เดินทางไปไซ่ง่อน เพื่อช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนา และเขียนบทความ ซึ่งถูกต่อต้านอย่างมาก จากผู้นำองค์กรชาวพุทธ และจากรัฐบาล ในปี พ.ศ. 2505 เมื่อท่านได้รับการเสนอทุนจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เพื่อ ศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ จึงเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้น 1 ปี ท่านได้รับทุนจาก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แต่ท่านตัดสินใจเดินทางกลับเวียดนาม เพื่อกลับมาทำงานด้านความ ร่วมมือ ระหว่างพุทธมหายานและหินยานในประเทศ และตั้งรร.ยุวชนรับใช้สังคม เพื่อรักษาสังคม ที่เสียหายจากสงคราม สานต่อแนวคิดเรื่องพุทธศาสนาที่ผูกสัมพันธ์กับสังคม และพัฒนาวงการ สงฆ์ ด้วยการสอนและเขียน สถาบันพุทธศาสนาขั้นสูง เป็นการบ่งบอกถึงแนวคิดของท่านว่า การกระทำและปัญญา ต้องก้าวไปด้วยกัน (action and wisdom must go together) และจัดตั้ง คณะเทียบหิน ในปี 2509

ท่านตระหนักว่า ต้องมีการเปลี่ยนแปลง วิธีการการต่อสู้เพื่อสันติภาพ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ หยุดการสนับสนุนสงครามและมุ่งเน้นสันติภาพ โดยปลุกจิตสำนึกต่อคนทั่วโลก จนกระทั่ง มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ( Martin Luther King, Jr.) เสนอนามท่านติช นัท ฮันห์ เพื่อรับรางวัล โนเบลเพื่อสันติภาพ การทำงานเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลเวียดนามใต้ ปฏิเสธการกลับประเทศของท่าน จนแม้ รวมประเทศแล้วก็ตาม ท่านจึงลี้ภัยอย่างเป็นทางการในประเทศฝรั่งเศส โดยสอน ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาเวียดนาม ที่มหาวิทยาลัยและสร้างอาศรมแห่งหนึ่งนอกเมืองปารีส แลเพื่อเขียนหนังสือ และปลูกพืชผักสมุนไพร ซึ่งท่านติดต่อลับๆ กับพระภิกษุที่ถูกจำคุกในเวียดนาม เพราะไม่เห็นด้วย กับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ระหว่างนั้นท่านยังคงทำงาน เพื่อสันติภาพและผู้ลี้ภัย จากประสบการณ์ ของท่าน ที่ได้พบเห็นชะตากรรมของผู้ลี้ภัยด้วยตนเอง จนสามารถช่วยเหลือ ผู้คนได้อีกมาก

ปี พ.ศ. 2525 เมื่อผู้มาปฏิบัติธรรมที่อาศรมของท่านทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่านจึงเริ่ม ก่อตั้งชุมชนแห่งใหม่ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ให้ชื่อว่า หมู่บ้านพลัม (Plum Village) ซึ่งถือเป็นบ้านของท่านจนทุกวันนี้ ช่วงแรกหมู่บ้านพลัมเป็นแหล่งพักพิงของผู้ลี้ภัย เพื่อปรับตัว ก่อนเข้าสู่สังคมใหม่ในประเทศใหม่ ปัจจุบันหมู่บ้านพลัมได้ต้อนรับผู้คนมากมาย ในการปฏิบัติ สมาธิภาวนา และได้เริ่มมีสมาชิก เป็นนักบวชตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ในปี พ.ศ. 2549 มีสมาชิก นักบวชกว่าห้าร้อยคน มาจากยี่สิบกว่าประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ที่หมู่บ้านพลัมในฝรั่งเศส ที่ Green Mountain Dharma Center รัฐเวอร์มอนต์ และ Deer Park Monastery รัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐอเมริกา และที่วัดบัทหงา เมืองบ๋าวหลอบ และ วัดตื่อฮิ้ว เมืองเว้ ประเทศเวียดนาม

ในปี พ.ศ. 2548 เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองของเวียดนามเข้าสู่ภาวะปกติ ติช นัท ฮันห์ ได้เดินทางกลับไปเยือนประเทศเวียดนาม บ้านเกิดของท่านอย่างเป็นทางการ หลังการจากมา เป็นเวลา 39 ปี และได้รับการต้อนรับจากประชาชนชาวเวียดนามอย่างอบอุ่น

ปัจจุบันท่าน ติช นัท ฮันห์ ยังคงพำนักอยู่ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส และยังเดินทาง ไปนำการภาวนาในประเทศต่างๆ ท่านเป็นชาวเวียดนาม ที่เป็นพระมหาเถระ ในพุทธศาสนา และมีอุดมการณ์แห่งพระโพธิสัตว์อันเป็นพระที่เลื่อมใส แห่งสากลโลก เป็นอย่างยิ่ง

อ้างอิงจาก ;http://www.thaiplumvillage.org/index.html

วิสูตร อาสนวิจิตร iamvisut@gmail.com

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

นิทานเซ็น เรื่อง "ความเชื่อฟัง " เล่าโดยท่านพุทธทาสภิกขุ


นิทานเซ็น เล่าโดย..ท่านพุทธทาสภิกขุ เรื่อง "ความเชื่อฟัง"


นิทานเรื่องที่สี่ เรียกว่า เรื่อง "ความเชื่อฟัง" ธฺยานาจารย์ ชื่อ เบ็งกะอี เป็นผู้มีชื่อเสียง ในการเทศนาธรรม คนที่มาฟังท่านนั้น ไม่ใช่เฉพาะแต่ ในวงของ พวกนิกายเซ็น พวกนิกายอื่น หรือคนสังคมอื่น ก็มาฟังกัน ชนชั้นไหนๆ ก็ยังมาฟัง เพราะว่า ท่านไม่ได้เอา ถ้อยคำในพระคัมภีร์ หรือในหนังสือ หรือ ในพระไตรปิฎก มาพูด แต่ว่าคำพูด ทุกคำนั้น มันหลั่งไหล ออกมาจาก ความรู้สึกในใจ ของท่านเองแท้ๆ ผลมันจึงเกิดว่า คนฟังเข้าใจ หรือชอบใจ แห่กันมาฟัง จนทำให้ วัดอื่น ร่อยหรอ คนฟัง เป็นเหตุให้ ภิกษุรูปหนึ่ง ในนิกาย นิชิเรน โกรธมาก คิดจะทำลายล้าง อาจารย์เบ็กกะอี คนนี้อยู่เสมอ วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านองค์นี้ กำลังแสดงธรรม อยู่ในที่ประชุม พระที่เห็นแก่ตัวจัด องค์นั้น ก็มาทีเดียว หยุดยืน อยู่หน้าศาลา แล้วตะโกนว่า เฮ้ย! อาจารย์เซ็น หยุด ประเดี๋ยวก่อน ฟังฉันก่อน ใครก็ตาม ที่เคารพท่าน ท่านจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ฉัน เคารพเชื่อฟังท่านได้ เมื่อภิกษุอวดดี องค์นั้น ร้องท้า ไปตั้งแต่ ชายคาริมศาลา ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ก็ว่า มาซี ขึ้นมานี่ มายืนข้างๆฉันซี แล้วฉันจะทำให้ดูว่า จะทำอย่างไร พระภิกษุนั้น ก็ก้าว พรวดพราด ขึ้นไป ด้วยความทะนงใจ ฝ่าฝูงคน เข้าไป ยืนหรา อยู่ข้างๆ ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ก็ว่า ยังไม่เหมาะ มายืนข้างซ้าย ดีกว่า พระองค์นั้น ก็ผลุนมาทีเดียว มาอยู่ข้างซ้าย ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ก็บอกอีกว่า อ๋อ! ถ้าจะพูดให้ถนัด ต้องอย่างนี้ ต้องข้างขวา ข้างขวา พระองค์นั้น ก็ผลุนมาทางขวา พร้อมกับมีท่าทาง ผยองอย่างยิ่ง พร้อมที่จะท้าทาย อยู่เสมอ ท่านอาจารย์เบ็งกะอีจึงว่า เห็นไหมล่ะ ท่านกำลัง เชื่อฟังฉันอย่างยิ่ง และในฐานะ ที่ท่านเชื่อฟัง อย่างยิ่งแล้ว ฉะนั้น ท่านจงนั่งลง ฟังเทศน์เถิด นี่เรื่องก็จบลง

นิทานอิสปเรื่องนี้ มันสอนว่าอย่างไร เหมือนพระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า นิวาโต เอตมฺมงฺคลมุตตมํ วาโต ก็เหมือนกะ สูบลมอัดเบ่งจนพอง ถ้า นิวาโต ก็คือ ไม่พองไม่ผยอง เป็นมงคลอย่างยิ่ง ข้อนี้ ย่อมแสดงว่า มีวิชาความรู้ อย่างเดียว นั้นไม่พอ ยังต้องการ ไหวพริบ และ ปฏิภาณ อีกส่วนหนึ่ง พระองค์นี้ ก็เก่งกาจ ของ นิกายนิชิเรน ในญี่ปุ่น แต่มาพ่ายแพ้อาจารย์ ที่แทบจะไม่รู้หนังสือ เช่นนี้ ซึ่งพูดอะไร ก็ไม่อาศัยหนังสือ เพราะบางที ก็ไม่รู้หนังสือเลย แพ้อย่างสนิทสนม เพราะขาดอะไร ก็ลองคิดดู พวกฝรั่งก็ยังพูดว่า Be wise in time ฉลาดให้ทันเวลา โดยกระทันทัน ซึ่งบาลีก็มีว่า "ขโณ มา โว อุปจฺจคา" ขณะสำคัญ เพียงนิดหนึ่ง นิดเดียวเท่านั้น อย่าได้ผ่านไปเสียนะ ถ้าผ่านไป จะต้องมีอย่างยิ่ง มิฉะนั้น จะควบคุมเด็ก ไม่อยู่ เราลองคิดดูซิว่า เด็กๆของเรา มีปฏิภาณเท่าไร เราเองมี ปฏิภาณเท่าไร มันจะสู้กัน ได้ไหม ลองเทียบไอคิว ในเรื่องนี้ กันดู ซึ่งเกี่ยวกับ ปฏิภาณนี้ ถ้าครูบาอาจารย์เรา มีไอคิว ในปฏิภาณนี้ ๕ เท่าของเด็กๆ คือ เหนือเด็ก ห้าเท่าตัว ก็ควรจะได้รับเงินเดือน ห้าเท่าตัว ของที่ควรจะได้รับ หรือว่าใครอยากจะเอา สักกี่เท่า ก็เร่งเพิ่มมันขึ้น ให้มีปฏิภาณไหวพริบ จนสามารถ สอนเด็ก ให้เข้าใจ เรื่องกรรม เรื่องอนัตตา เรื่องนิพพาน ได้อย่างไรทีเดียว นี่คือ ข้อที่จะต้อง อาศัยปฏิภาณ ซึ่งวันหลัง ก็คงจะได้พูดกัน ถึงเรื่องนี้บ้าง.

อ้างอิงจาก ; http://www.buddhadasa.com/index.html

วิสูตร อาสนวิจิตร iamvisut@gmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ข้อคิดดี "ท่านพุทธทาส"


"พุทฺธสฺสาหํ นิยฺยาเทมิ สรีรญฺชีวิตญฺจิทํ พุทฺธสฺสาหสฺมิ ทาโส ว พุทฺโธ เม สามิกิสฺสโร - อิติ พุทฺธทาโส"
ข้าพเจ้ามอบชีวิตและร่างกายนี้ ถวายแด่พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายของข้าพเจ้า เพราะเหตุดังว่ามานี้ ข้าพเจ้าจึงชื่อว่า พุทธทาส
ท่านพุทธทาสภิกขุยึดคติที่ว่า เป็นอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูงโดยชีวิตประจำวันของท่านพุทธทาสภิกขุนั้นเป็นไปอย่างสันโดษและสมถะ สำหรับวัตถุสิ่งของภายนอก ท่านพุทธทาสภิกขุจะพึ่งพาก็แต่เพียงวัตถุสิ่งของที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ต่อไป ได้ และวัตถุสิ่งของที่จำเป็นในการเผยแพร่ธรรมะเท่านั้น โดยไม่พึ่งพาวัตถุสิ่งของฟุ้งเฟ้ออื่นใดที่เกินจำเป็นเลย เรียกได้ว่ามีความเป็นอยู่อย่างต่ำที่สุด หากแต่การกระทำในความเป็นอยู่นั้นเป็นการกระทำอย่างสูงที่สุด

"ขอน้อมนำคำสอนท่านพุทธทาสมาเป็นตัวอย่างในการสร้างคุณงามความดีต่อไป...."

วิสูตร อาสนวิจืตร
iamvisut@gmail.com

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คุณลักษณะเด่นของผู้ประสบความสำเร็จ 10 ประการ



คุณลักษณะเด่นของผู้ประสบความสำเร็จ 10 ประการ


1. กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา
การ เปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ดี ทุกคนก็รู้ แต่ก็มีน้อยคนที่จะยอมเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เพราะความกลัวในเรื่องต่างๆ เช่นกลัวล้มเหลว, กลัวถูกปฏิเสธ และ กลัวเสียหาย เป็นต้น ทำให้เลือกที่จะอยู่ในพื้นที่แห่งความคุ้นเคย (Comfort Zone) จึงเท่ากับย่ำอยู่กับที่ไม่มีความก้าวหน้าในงานเลย ดังนั้นเราต้องกล้าที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำในสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆ โดยคิดว่าถ้าหากไม่สำเร็จก็จะได้ประสบการณ์ชีวิตเองจะทำให้เรากล้าทำมากขึ้น ครับ

2. มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน

การจะประสบ ความสำเร็จ จะต้องกล้าที่จะตั้งเป้าหมายแล้วควรจะชัดเจนด้วย เพราะถ้าเราไม่มีเป้าหมาย ชีวิตของเราก็คงเดินไปเรื่อยๆ ไม่ถึงไหนซักที เพราะเมื่อมีเป้าหมาย เมื่อเราทำถึงแล้วจะได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นไปอีก เราจะได้ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายในงานก็เช่นเดียวกันหลายคนไม่ค่อยได้ตั้งเป้าหมายว่าเราจะทำอะไร บ้าง ในแต่ละช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น ปีนี้, เดือนนี้, สัปดาห์นี้ หรือ วันนี้ เพราะคิดว่าตัวเองมีงานเยอะอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องตั้ง แต่จริงๆ แล้ว การตั้งเป้าหมายแล้วทำได้ก็จะทำให้เรามีความสุข แล้วอยากจะตั้งอีกเรื่อยๆ หากไม่สำเร็จบ้างก็ลองตั้งใหม่เดี๋ยวก็สำเร็จเอง ผมเจอคนประสบความสำเร็จมาเยอะส่วนใหญ่แล้ว จะเล่าเป้าหมายของเขาได้ชัดเจนจนเราเห็นภาพเลยครับ

3. เผชิญหน้ากับความล้มเหลวแล้วเริ่มใหม่
คุณลักษณะ เด่นข้อนี้มีอยู่ในทุกคนที่ประสบความสำเร็จ เพราะเขาจะลุกขึ้นมาได้ทุกครั้งที่เขาล้มเหลว แล้วมุ่งมั่นต่อไปจนในที่สุดไม่มีอะไรขวางกั้นเขาได้เพราะการทำงานทุกอย่าง ล้วนมีสิ่งที่เราคาดไม่ถึง ถึงแม้ว่าเราจะเตรียมตัวไว้ดีแค่ไหน ก็อาจจะเจออุปสรรคที่ทำให้ล้มเหลวได้ ดังนั้นหากเราบอกกับตัวเองเสมอๆ ว่า ความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องน่าละอาย แต่การไม่ลุกขึ้นมาทำต่อไปต่างหากที่เป็นเรื่องน่าละอายก็จะทำให้เรามุ่ง มั่นสู่ความสำเร็จได้ไม่ยากเลยครับ เช่น นักกีฬาที่ชนะเลิศ ทุกคนจะพบกับการแพ้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เพียงแต่เขาไม่ยอมแพ้นั่นเอง เขาจึงประสบความสำเร็จในที่สุด กรรมการผู้จัดการ หรือเถ้าแก่หลายคนที่ประสบความสำเร็จ ก็จะมีบาดแผลแห่งความล้มเหลวเต็มตัวเช่นกัน กว่าที่จะมาถึงวันนี้ได้

4. มุ่งมั่นในความคิดของตัวเองและทำจนกว่าจะสำเร็จ
คน เชื่อมั่นในตนเอง จำทำให้เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองด้วย แต่ก็ไม่ใช่ในความหมายว่าเป็นคนดื้อนะครับ แต่จะเป็นความหมายว่ามีจุดยืนของตัวเองไม่ว่าผู้อื่นจะคิดอย่างไรในความคิด ของเขา เขาก็จะมุ่งมั่นทำมันเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสามารถทำมันได้ และจะภูมิใจในความคิดของตัวเองไปเรื่อยๆ จนประสบความสำเร็จในที่สุด หัวหน้าหลายคนทำให้ลูกน้องขาดความมั่นใจโดยไม่รู้ตัว เพราะจะคอยทักว่าไม่ดี ไม่ควรทำ เพราะหัวหน้าเห็นข้อจำกัดแต่จริงๆ แล้ว เท่ากับปิดกันไม่ให้ลูกน้องได้คิดเองทำให้สุดท้ายลูกน้องคนนั้น ก็จะไม่มีความคิดเลย แล้วก็จะเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเองในที่สุด หลายคนที่เป็นหัวหน้าคนอยู่ ควรระวัง ข้องนี้ให้ดีนะครับ ต้องคอยยุให้เขาทำตามความคิดของเขาจนกว่าจะสำเร็จ อย่าหยุด!

5. อยู่กับช่วงที่ตัวเองรู้สึกแย่น้อยกว่าช่วงที่ตัวเองรู้สึกดี
ชีวิต คนเรามีขึ้นมีลง คงไม่มีใครที่จะมีชีวิตที่ดีไปตลอด และก็ไม่มีใครที่มีชีวิตแย่ไปตลอด เพียงแต่ว่าใครจะเผชิญกับความรู้สึกแย่และความรู้สึกดีมากกว่ากัน ซึ่งการเผชิญความรู้สึกนี้ก็คือจิตใจที่เราไปคิดกับเหตุการณ์นั้นๆ เอง หากเราสามารถควบคุมความรู้สึกแย่ให้เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ แล้วพยายามรักษาความรู้สึกดีๆ ให้อยู่ในช่วงนานๆ หน่อย ก็จะทำให้ชีวิตมีความสุข และดำเนินชีวิตการทำงานไปได้อย่างราบรื่นแล้วจะประสบความสำเร็จในที่สุด ประสบการณ์ชีวิตการทำงานของแต่ละคนจะช่วยในเรื่องนี้ ได้ เช่น คนที่ผ่านเหตุการณ์วิกฤตมามากก็จะเข้าใจ และไม่จมอยู่กับเรื่องไร้สาระ เช่นความหดหู่, เบื่อหน่าย, ขี้เกียจ นานนักเพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์ดังนั้นก็จะปล่อยให้ความรู้สึกแย่ๆ อยู่แค่แป็บเดียว แล้วกระตุ้นตัวเองได้ เดินหน้าต่อได้ สำหรับคนที่ประสบการณ์น้อย ก็ต้องค่อยๆ ฝึกฝนไปครับ

6. รับฟังคำวิจารณ์จากผู้อื่นได้ดี
ความรู้ อยู่ในทุกๆ ที่ที่เราผ่านไป ดังนั้นการรับฟังผู้อื่นเป็นหัวใจสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำวิจารณ์จากผู้อื่น ถ้าหากใครสามารถรับฟังได้มากก็จะประสบความสำเร็จได้มาก เพราะสามารถแปลคำวิจารณ์เป็นสิ่งที่เราสามารถนำไปปรับปรุงได้ไม่ใช่ฟังว่า เขาว่าอะไรเรา ดังนั้นถ้าหากเราเป็นคนเปิดกว้าง ก็จะมีสิ่งต่างๆ เข้ามาหาเรามากขึ้น เราก็มีโอกาส เลือกสิ่งดีๆ ได้มากขึ้น ส่วนสิ่งไม่ดีเราก็ไม่ต้องรับเข้ามาแต่การรับฟังคำวิจารณ์ จะให้ผู้อื่นกล้าพูดกับเรามากขึ้น ทั้งหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และลูกน้อง ทำให้เราทำงานผ่านผู้คนได้ดีขึ้น สุดท้ายเราก็จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จแน่นอน

7. มีทัศนคคิเชิงบวกในเรื่องต่างๆ มากกว่า
ทัศนคติ เชิงบวกในที่นี้ หมายความว่า การที่เรามีความเชื่อมั่นในงานที่เราทำและพร้อมที่จะรับผลของความล้มเหลวโดย การให้กำลังใจตัวเอง เพื่อให้ทำอีกจนกว่าจะประสบความสำเร็จ และไม่จินตนาการเรื่องที่เลวร้ายก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง แต่จะคิดในด้านบวกเสมอๆ กับสิ่งที่ทำเพื่อให้อยากทำ และอยากประสบความสำเร็จเพราะจินตนาการผลลัพธ์ในด้านดีไว้แล้ว คนเราสามารถโต้ตอบกับสิ่งต่างๆ ทั้งด้านบวกและด้านลบได้ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเรา แต่ถ้าเราควบคุมทัศนคติเชิงบวกในเรื่องต่างๆได้มากเท่าไร เราก็จะลงมือทำเรื่องต่างๆ ได้มากเท่านั้น ผลลัพธ์หรือผลงานก็จะยิ่งออกมาดี แล้วก็จะเหมือนกับคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ทำกันอยู่ คือเป็นคนที่มีทัศนคติเชิงบวกมากกว่าคนที่ประสบความล้มเหลว

8. มีภาวะความเป็นผู้นำสูง
ผู้นำ คือ ผู้ที่มีผู้อื่นปฏิบัติตามในสิ่งที่เราอยากให้ทำด้วยความเต็มใจ ดังนั้นผู้นำจะต่างจากผู้จัดการค่อนข้างมาก เพราะผู้จัดการทำให้ผู้อื่นทำตามด้วยคำสั่ง แต่ผู้นำทำให้ผู้อื่นทำตามด้วยการจูงใจ ในชีวิตการทำงานเราคงต้องมีทั้งความเป็นผู้จัดการและความเป็นผู้นำ แต่ถ้าผู้จัดการคนใดมีภาวะความเป็นผู้นำสูง ก็ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า เรื่องของผู้นำคงต้องขอยกไปพูดในหัวข้ออื่นๆ เพราะเป็นเรื่องที่เยอะมาก เพียงแต่อยากชี้ให้เห็นว่า ผู้ประสบความสำเร็จ จะมีภาวะความเป็นผู้นำภายในตัวเองสูง และผู้ตามก็อยากตามด้วยความเต็มใจ

9. ให้ความสำคัญกับผู้อื่น
ผู้ประสบความ สำเร็จทุกคนไม่สามารถทำอะไรโดยลำพังได้เลย ต้องมีผู้อื่นร่วมอยู่ในงานนั้นๆ อยู่เสมอ ถ้าผู้ใดบอกว่าประสบความสำเร็จได้โดยลำพัง แสดงว่าผู้นั้นคงเข้าใจอะไรผิด บางอย่างแน่ๆ เลย เพราะไม่มีผู้ยิ่งใหญ่คนใดทำงานสำเร็จได้เอง ดังนั้นการให้ความสำคัญกับผู้อื่นอย่างจริงใจจึงเป็นคุณลักษณะเด่นที่สำคัญ จะเห็นว่า ผู้ใดมีทีมงานที่ยิ่งใหญ่และเป็นทีมเวิร์คผู้นั้นจะประสบความสำเร็จสูง การให้ความสำคัญผู้อื่นหมายถึง การทำให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในวิสัยทัศน์ , ค่านิยม และแผนงานของเรา ส่งเสริมให้เขาได้แสดงความสามารถของเขาให้เต็มที่ ยอมรับในคุณค่าของเขา และปฎิบัติต่อผู้อื่นดังนี้ จะประสบความสำเร็จแน่นอนครับ

10. ดำเนินเรื่องด้วยความไม่ประมาท
ผู้ประสบ ความสำเร็จ จะไม่กลัวความล้มเหลว คิดอะไรได้ก็จะลงมือทำทันที แต่เขาก็ไม่ได้ประมาท เพราะก่อนที่เขาจะลงมือทำนั้น ต้องมีข้อมูล และแผนงานที่ชัดเจนก่อน มิเช่นนั้น เขาก็ยังไม่ทำ หรือพูดอีกนัยหนึ่ง คือ เขามีขั้นตอนในการดำเนินชีวิตที่แน่นอน ไม่ยืนอยู่บนความเสี่ยงเด็ดขาดแต่ก็ไม่กลัวความล้มเหลวเมื่อลงมือทำแล้วก็จะ ทำให้ตลาดจนกว่าจะบรรลุผลสำเร็จ

"ข้อความดีๆ ทั้งหมดได้รับจาก Forword Mail มาครับ ขอบคุณสำหรับผู้เขียนและผู้ส่งต่อ"

วิสูตร อาสนวิจิตร
iamvisut@gmail.com

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สุดมือสอย...ก็ปล่อยมันไป.... (ว.วชิรเมธี)


ไม่มีใครทำให้คนทุกคนรักเรา ได้
อาจจะมีคนชอบในตัวเรา10คน แต่ก็มีคนเกลียดเรา100คน
แคร์คนที่แคร์เรา ไม่แคร์คนที่ไม่แคร์เรา

มีมิตรแท้เพียงหนึ่ง ดีกว่ามีเพื่อนกินเป็น100




  • เมื่อ คุณชี้แจงไปแล้ว เขาก็ควรจะยอมรับฟัง แต่เมื่อเขาไม่ฟัง และคุณก็ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุดไปแล้ว ก็คงต้อง ปล่อยมันไป

  • ในโลกนี้ มีเรื่องอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างที่เราไม่สามารถให้เวลากับมัน หรือไม่สามารถทำในสิ่งนั้นให้ดีที่สุด แต่แล้วเราก็ต้องปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นผ่านไป
  • เพราะหากเรามัว แต่จะนับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาเวลาของคุณคงไม่พอเป็นแน่ (มี ความหมายว่า จะพยายามทำให้คนทั้งโลกรู้สึกพอใจตัวเองในทุกเรื่อง) ดังนั้น ทำอะไรก็ตาม ควรทำเท่าที่เราทำได้ เมื่อทำอย่างดีที่สุดแล้ว คนเขาไม่เห็นว่าดีก็ต้อง ปล่อยมันไป


  • เลือกทำในสิ่งที่เห็นว่า เราถนัดที่สุด และมีความสุขที่จะทำก็พอแล้ว อะไร ก็ตาม ที่เราไม่ถนัด หรือถึงถนัด...แต่ไม่มีความสุขที่จะทำ ก็อย่าทำ

  • เรา มีเวลาไม่มากนักหรอกที่จะแบกสารพัดภาระในโลกนี้ ควรมองไหล่ของตัวเองดูสักหน่อยว่า พร้อมจะแบกเป้หลังที่มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด

  • อย่าแบกอะไรที่เกินกำลังของตัวเองเพราะไม่เพียงแต่มันจะทำให้คุณ เป็นทุกข์ แต่บางทีอาจมีผล ต่อการยืนตรงๆ อย่าง ยาวนานของคุณด้วย
ขอสิ่งดีๆ จงเกิดขึ้นต่อผู้คิดดี...ปฏิบัติดี
วิสูตร อาสนวิจิตร
iamvisut@gmail.com