วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การวิเคราะห์พลังงานไฟฟ้าของหม้อแปลงแรงสูงในการสร้างโคโรนา

วิสูตร อาสนวิจิตร มงคล ไชยวงศ์ อาทิตย์ ยาวุฑฒิ พานิช อินต๊ะ*

กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีการวัดและควบคุมอนุภาคแขวนลอย วิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

จังหวัดเชียงใหม่ 50300 โทร 085-040-1595 E-mail: iamvisut@gmail.com

บทคัดย่อ

โคโรนาและพลาสมาไอออนไนเซชันเป็นหนึ่งในจำนวนเทคนิคทั่วไปที่ใช้ในการสร้างไอออนที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งปรากฏการณ์นี้ถูกใช้กันอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรม เช่น การเคลือบและการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิต การอัดประจุไฟฟ้าสถิตโดยโคโรนาและพลาสมาไอออนไนเซชันยังถูกนำไปใช้ในการวัดการแจกแจงขนาดของละอองลอยด้วยการวิเคราะห์การเคลื่อนตัวเชิงไฟฟ้า โดยปกติแล้วโคโรนาและพลาสมาไอออนไนเซชันจะถูกสร้างโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าแรงสูง ในการศึกษานี้ได้ทำการทดลองการเกิดปรากฏการณ์โคโรนาและพลาสมาไอออนไนเซชันกับขั้วอิเล็กโทรดแบบเข็มโดยใช้หม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูงแบบขดลวดขนาด 15 กิโลโวลต์ มีการวิเคราะห์พลังงานไฟฟ้า ฮาร์มอนิก เพาเวอร์แฟกเตอร์ขาเข้าด้วยเครื่องมือวัดทางไฟฟ้ามาตรฐานและเครื่องบันทึกคุณภาพไฟฟ้าของ Fluke โมเดล 435 ผลการวิจัยพบว่าโคโรนาไอออนไนเซชันมีการใช้พลังงานไฟฟ้าในระดับที่ต่ำกว่าพลาสมาไอออนไนเซชันและการเกิดโคโรนาและพลาสมาไอออนไนเซชันแต่ละแบบยังขึ้นอยู่กับระดับแรงดันทางไฟฟ้าที่จ่ายใช้ขั้วอิเล็กโทรดและระยะห่างของขั้วอิเล็กโทรด

การประชุมเชิงวิชาการเครือข่ายพลังงานแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6

5 - 7 พฤษภาคม 2553 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

การวิเคราะห์ผลของค่าคงตัวของไดอิเล็กทริกของวัสดุต่อการอัดประจุไฟฟ้าอนุภาคในเครื่องตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิต

มงคล ไชยวงศ์ วิสูตร อาสนวิจิตร อาทิตย์ ยาวุฑฒิ พานิช อินต๊ะ*

กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีการวัดและควบคุมอนุภาคแขวนลอย วิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

จังหวัดเชียงใหม่ 50300 โทร 085-040-1595 E-mail: iamvisut@gmail.com

บทคัดย่อ

เครื่องตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิตเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมการแพร่กระจายของอนุภาค ที่ใช้แรงทางไฟฟ้าสถิตเพื่อเคลื่อนย้ายอนุภาคออกจากกระแสการไหลของแก๊สไปยังขั้วตกตะกอน อนุภาคจะถูกอัดประจุไฟฟ้าโดยผ่านเข้าไปยังสนามโคโรนาดิสชาร์จซึ่งอยู่ภายในเครื่องตกตะกอน ซึ่งสนามไฟฟ้าภายในเครื่องตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิตจะมีแรงที่ผลักให้อนุภาคที่มีประจุเคลื่อนที่ออกจากขั้วอิเล็กโทรดไฟฟ้าแรงสูงไปยังขั้วตกตะกอน โดยค่าคงตัวของไดอิเล็กทริกของวัสดุเป็นตัวแปรที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อการใส่ประจุไฟฟ้าของอนุภาค ซึ่งจะสอดคล้องกับประสิทธิภาพการตกตะกอนของเครื่องตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิต ดังนั้นในการศึกษานี้ ได้นำเสนอการวิเคราะห์ผลทางทฤษฏีของค่าคงตัวของไดอิเล็กทริกของวัสดุต่อการอัดประจุไฟฟ้าของอนุภาคในเครื่องตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิต จะสมมุติให้อนุภาคที่ใช้ในการวิเคราะห์มีขนาดอยู่ในช่วง 10 นาโนเมตร (nm) ถึง 10 ไมโครเมตร (µm) จากผลการทำนายจำนวนประจุเฉลี่ยจากสมการของ White (1963) พบว่าผลของค่าคงตัวของไดอิเล็กทริกของแต่ละวัสดุต่อการอัดประจุไฟฟ้าของอนุภาคมีความแตกต่างเล็กน้อยมาก

การประชุมเชิงวิชาการเครือข่ายพลังงานแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6

5 - 7 พฤษภาคม 2553 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

"แอ๊บอีฮวก"

อ้างอิงจาก http://www.sinbalanna.com/board/read.php?tid=117

อี่ฮวก คือลูกอ่อนของกบหรือเขียด ถ้าเป็นลูกอ่อนกบ เรียก อี่ฮวกกบ ถ้าเป็นลูกอ่อนเขียด เรียก อี่ฮวกเขียด นิยมรับประทานอี่ฮวกกบมากกว่าอี่ฮวกเขียด นำมาปรุงเป็น แอ็บ และน้ำพริก เป็นส่วนผสมในแกงหน่อไม้ดอง แอ็บอี่ฮวก มีวิธีการปรุงเช่นเดียวกับแอ็บอ่องออ แอ็บกุ้ง แอ็บหมู ทำให้สุกโดยปิ้งหรือย่าง ด้วยไฟอ่อนๆ จนข้างในสุก (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 8111; อัมพร โมฬีพันธ์, สัมภาษณ์, 26 มิถุนายน 2550)

ส่วนผสม

1.ลูกอ๊อด 200กรัม

2.ใบขิง 1/2ถ้วย

3.พริกขี้หนู 20เม็ด

4.หอมแดง 10หัว

5.กระเทียม 20กลีบ

6.ตะไคร้ซอย 2ช้อนโต๊ะ

7.ข่าหั่น 2ช้อนโต๊ะ

8.ขมิ้นหั่น 1ช้อนโต๊ะ

9.กะปิ 1/2ช้อนโต๊ะ

10.เกลือ 1/2ช้อนชา

เครื่องแกง

1. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด

2. ล้างลูกอ๊อดให้สะอาด ใส่ภาชนะ ใส่เครื่องแกงลงคลุกเคล้าให้เข้ากัน

3. ใส่ใบขิงซอย คลุกเคล้าให้เข้ากัน

4. เตรียมใบตอง กว้าง 8 นิ้ว วางซ้อนกันสองชั้นสลับหัวท้าย ตักส่วนผสมใส่ลงตรงกลางใบตอง

5. ห่อเป็นรูปสี่เหลี่ยม ใช้ไม้กลัด กลัดใบตองให้ติดกัน

6. นำไปย่างไฟอ่อนๆ

7. ย่างจนกระทั่งใบตองเหลืองเกรียม คอยกลับด้าน ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที

ลำแต่แต้ :: รสชาติที่ได้เข้าสู่ปากครั้งแรกก่อนกินผมเองแทบจะไม่กล้ากลืน แต่ไหน เลยคำที่ 2 และ 3 กลับอร่อยมาก ยิ่งได้จิ้มกับข้าวเหนียวแล้วเข้ากันได้ดีมากเลยครับ เผลอแป๊บเดียว ผมกินแอ๊บอีฮวกไปแล้วสองห่อครับ กลิ่นของเครื่องแกง ที่ผสมลงในห่อใบตอง มันช่วยให้ ไม่มี กลิ่นคาวของอีฮวก และมีกลิ่นของใบตองด้วยเป็นรสชาติที่ผมมีความรู้สึกว่าอร่อยมากครับ และ ก็ยิ่งแปลกใจมากๆๆ โรงแรมทางเหนือน่าจะมีเมนูนี้ให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองน่ะครับพี่น้อง....

โดย : อ.วิสูตร อาสนวิจิตร วิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ มทร.ล้านนา 128 ถ.ห้วยแก้ว ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50300 โทรศัพย์:053-921444 ต่อ 1012 Email: visut@rmutl.ac.th website : https://sites.google.com/site/iamvisut/

วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

รองเท้าตราปูกับคัตชูของเธอ

ช้าวันอาทิตย์วันหยุดสุดสัปดาห์หลังจากการวุ่นวายในการร่ำเรียนมาตลอดทั้งสัปดาห์ ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่หน้าบ้านแล้วก็แอบได้ยินบทสนทนา ระหว่างหัวแม่ตีนกับรองเท้าตราปูของผมมันพูดกัน
  • รองเท้าตราปู : นี้หัวแม่ตีน นายว่าผู้หญิงน่ะจะมองผู้ชายตรงไหนว่ะ
    หัวแม่ตีน : เออ … มันก็แล้วแต่ว่ะ
    รองเท้าตราปู : มึงหมายความว่าอย่างไรว่ะ แล้วแต่ของมึงน่ะ
    หัวแม่ตีน : แล้วแต่หญิงสิว่ะว่าเขาจะมองตรงไหน มองหน้ามึง
    มองแขนมึง มองตัวมึง ก็แล้วแต่เขาไง.
    รองเท้าตราปู : เดี๋ยวกูก็กัดมึงหรอก กูหมายความว่า มองแบบชอบนะ
    หรือ ปิ้งๆ อะไรประมาณนี้มึงเข้าใจไหม ??????
    หัวแม่ตีน : เออ … มึงก็พูดให้มันรู้เรื่องสิว่ะ กูว่าผู้หญิงนะ
    มองผู้ชายด้วยหน้าตาว่ะ หรือไม่ก็ลักษณะการแต่งตัว
    รองเท้าตราปู : แล้วอย่างกูนี้ผู้หญิงจะมองไหมว่ะ
    หัวแม่ตีน : นั้นแน่ มึงแอบชอบสาวอยู่ละสิ???
    รองเท้าตราปู : เออ ว่ะกูชอบน้องคัตชูที่อยู่ตรงข้ามหน้าบ้านเราว่ะ
    โคตรสวยเลยมึง
    หัวแม่ตีน : มึงเอ๊ย นั้นเขาไฮโซจะตายเขาจะมองมึงเหรอว่ะ
    ขนาดเดินผ่านเขายังไม่มองมึงเลย
    รองเท้าตราปู : แล้วกูจะได้คุยกับน้องคัตชูบ้างหรือเปล่าว่ะ
    กูจะได้ไปกินข้าวกับน้องคัตชูหรือเปล่าว่ะ
    กูจะได้ไปดูหนังกับน้องคัตชูหรือเปล่าว่ะ ??????????
    หัวแม่ตีน : มึงอยากใกล้ชิดกับน้องคัตชูมึงต้องรอเจ้านายเราไปจีบ
    พี่สาวตรงข้ามบ้านให้ได้ก่อนสิว่ะ…..แฮ่ แฮ่ แฮ่ …
โดย : อ.วิสูตร อาสนวิจิตร วิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ มทร.ล้านนา 128 ถ.ห้วยแก้ว ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50300 โทรศัพย์:053-921444 ต่อ 1012 Email: visut@rmutl.ac.th website : https://sites.google.com/site/iamvisut/

วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

"ภิกษุสันดานกา"

อ้างอิงจาก http://bbznet.pukpik.com/scripts2/view.php?user=smhos2&board=3&id=307&c=1&order=numtopic

"ภิกษุสันดานกา" ผลงานนายอนุพงษ์ จันทร ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 เหรียญทองประเภทจิตรกรรม จากการประกวดผลงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53 ประจำปี 2550

ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กล่าวว่า ภาพดังกล่าวไม่เหมาะสมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ทั้ง 2 รูป เอาหัวชนกัน หลับตา มีปากแหลมเหมือนปากของอีกา แสดงกิริยาแย่งด้ายสายสิญจน์และตะกรุดในบาตร สักยันต์ รูปกบอยู่ในท่าผสมพันธุ์ ส่วนร่างกายของพระด้านขวา มีภาพตุ๊กแกอยู่ในท่ากำลังผสมพันธุ์ด้วย ในย่ามพระมีลูกกรอกแสดงถึงความเป็นเพศชายและเพศหญิง โดยผู้หญิงกำลังทำท่าผสมพันธุ์อยู่ ซึ่งคณะสงฆ์ได้ศึกษาพระไตรปิฎกเกี่ยวกับภิกษุสันดานกา ไม่ได้กล่าวถึงการมีเพศสัมพันธ์ขนาดนี้ พิจารณาแล้วเห็นว่า มีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาโดยตรง เป็นการดูหมิ่นและเหยียดหยามพระสงฆ์ไทยโดยภาพรวม สื่อให้เห็นว่า พระสงฆ์มีพฤติกรรมเป็นเหมือนในภาพ สอนสังคมเกิดความลุ่มหลงต่อไสยศาสตร์แบบหลับหูหลับตาโดยไม่ใช้ปัญญา เป็นภาพไม่สร้างสรรค์

ศ.ดร.สุพรรณี กล่าวว่าเท่าที่ทราบ ศิลปินไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ทางศาสนา แต่วาดตามสิ่งที่ได้อ่านในพระไตรปิฎก และหนังสือเล่มอื่นๆ ขอย้ำว่า ม.ศิลปากรไม่ได้นิ่งนอนใจ จะหารือคณะกรรมการศิลปกรรมแห่งชาติว่า จะยุติการนำเสนอภาพในงานนิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้ง 53 หรือไม่ และจะชี้แจงให้ทราบภายหลัง หลังจากที่ ศ.ดร.สุพรรณี ออกมารับหนังสือแล้ว ผู้ชุมนุมได้เดินทางกลับ

ทัศนคติผู้เรียบเรียง : หากแต่ด้านหนึ่งของวงการศาสนาคงจะเลี่ยงสำหรับการตอบคำถามไม่ได้ว่า มีภิกษุที่มีพฤติกรรมที่ได้สื่อออกมาดังภาพวาดรูปนี้จริง หาใช่การลบหลู่ไม่ แต่กลับเป็นการสะท้อนมุมมองของศาสนาได้อย่างชัดเจนโดยรูปได้สื่อให้เห็นถึง วิถีการดำรงอยู่ของมนุษย์ในสถานะหนึ่งที่ยังลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งอันเป็นกิเลส และผู้วาดเลือกใช้สีส้มเป็นตัวแทนแห่งไอกิเลสได้อย่างลงตัว ผู้เรียบเรียงได้มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะเล่มหนึ่งที่ "หลวงปู่ขาวได้เทศนาให้ลูกศิษย์ว่า หากเก็บกิเลสในห้องก็ล้นออกมา เก็บใส่บ้านก็ล้นออกมา เก็บใส่หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ ทวีป และโลก กิเลสก็ล้นออกมาอยู่ดี " ดังนั้รูปภาพนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการสะท้อนกิเลสแค่จุดนิดเดียวเท่านั้นเองให้แก่ ประชาชนได้ทราบเท่านั้นเองครับ ....... ขอขอบคุณสำหรับผลงานดีชิ้นนี้ครับ.

เรียบเรียงโดย : อ.วิสูตร อาสนวิจิตร วิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ มทร.ล้านนา 128 ถ.ห้วยแก้ว ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50300 โทรศัพย์:053-921444 ต่อ 1012 Email: visut@rmutl.ac.th website : https://sites.google.com/site/iamvisut/

วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

การพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ


การพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบโดยการเรียนรู้แบบใช้โครงงานทางวิศวกรรมเป็นฐาน
Development of a System Thinking Process by Engineering Project-Based Learning

นายวิสูตร อาสนวิจิตร1 นายจัตตุฤทธิ์ ทองปรอน2 ทีมงานวิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ3
1วิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.เชียงใหม่ 50300
128 ถ.ห้วยแก้ว ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50300 โทรศัพท์ : 0-5392-1444 ต่อ 1012 E-mail:
visut@rmutl.ac.th
2หลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.เชียงใหม่ 50300128 ถ.ห้วยแก้ว ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50300 โทรศัพท์ : 0-5392-1444 ต่อ 2120 E-mail:
jutturit@gmail.com
บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้จะนำเสนอการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบของผู้เรียน โดยใช้ทฤษฎีการเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน PBL (Problem based learning) ในวิชาโครงงานทางวิศวกรรมซึ่งเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ของครูผู้สอน ในหลักสูตรเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา คุณลักษณะที่คาดหวังจากผู้เรียน ได้แก่ ผู้เรียนให้ความร่วมมือกับกลุ่ม มีเหตุผล วิเคราะห์โจทย์ปัญหาได้ เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาได้ วางแผนงานได้ ภูมิใจในผลงานของตนเอง และคิดเป็นระบบ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยนี้ คือ นักศึกษาที่เรียนในวิชาโครงงานเตรียมวิศวกรรม ระดับ ปวช.1 หลักสูตรเตรียมวิศวกรรมศาตร์ ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 34 คน โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้ชี้แนวทางในการค้นคว้า ผลการประเมินนักศึกษาพบว่าพัฒนาการทางด้านความคิด และทักษะในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวนักศึกษามีแนวโน้มดีขึ้น โดยผู้เรียนผ่านเกณฑ์การประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ คิดเป็นร้อยละ 85.88 ทักษะการแก้ไขปัญหา คิดเป็นร้อยละ 89.41 และการทำงานเป็นกลุ่ม คิดเป็นร้อยละ 96.47 ซึ่งผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ากลไกในการพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ โดยใช้แนวทางของทฤษฏีการเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานซึ่งใช้โครงงานเตรียมวิศวกรรมเป็นเครื่องมือสามารถใช้ร่วมกันได้ และเกิดคุณลักษณะที่คาดหวังจากกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

การประชุมเครือข่ายวิชาการวิศวกรรมไฟฟ้า มทร.ล้านนา ครั้งที่2
วันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2553

คำสำคัญ การเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน, โครงงานทางวิศวกรรม, การคิดเชิงระบบ, การเรียนรู้
เขียนโดย :อ.วิสูตร อาสนวิจิตร วิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 128 ถ.ห้วยแก้ว ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50300 โทรศัพท์ : 0-5392-1444 ต่อ 1012 E-mail: visut@rmutl.ac.th