วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566

หยิบดี | กาแฟเชื่อมสัมพันธ์


หยิบดี | กาแฟเชื่อมสัมพันธ์

จากความตั้งใจและอยากเห็นทุกคนในชุมชนมีการเรียนรู้และพร้อมร่วมกันพัฒนาผลผลิตของตนเองให้มีคุณภาพยิ่งๆ ขึ้น ตลอดจนร่วมกันขยายผลทำงานในมิติด้าน ดิน ฟ้า กาแฟ สิ่งแวดล้อม และเรียนรู้บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปพร้อมกัน เพราะเราเชื่อว่ากาแฟไทยเรายังไปได้อีกไกล

● กาแฟนำพาให้ผมมาพบเจอพี่ๆ ทุกแหล่งปลูก พบเจอรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความอบอุ่น ความห่วงใย มิตรภาพ พี่ๆหลายๆคน เคยถามผมว่า อาจารย์ทำงานอยู่ที่ในห้องแอร์สอนหนังสือสบายๆ แล้วออกมาขึ้นดอย ลงห้วย ไต่เขา ให้เหนื่อยทำไม คำตอบของผมที่ให้พี่ๆ คือ "รอยยิ้ม" ผมบอกกับพี่ๆ ว่าถ้าผมอยู่แต่เพียงในห้องสี่เหลี่ยมก็คงไม่พบเจอสิ่งดีๆเหล่านี้เป็นแน่ครับ
● โลกใบนี้ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ร้อยอย่าง พันอย่าง แสนอย่าง อย่ารอให้เวลาหมุนไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย มันจะเป็นอะไรที่เสียดายมากนะครับ
● กาแฟไม่ได้มีดีแค่คาเฟอีน หากแต่มันมีมิตร ภาพที่มากมาย ช่วงเวลาที่ผ่านมา กาแฟได้นำพาให้ผมมาพบเจอมิตรภาพหลากหลาย และยิ่งนานวันมันยิ่งมีความผูกพันธ์กันมากขึ้น เหมือนหนึ่งในสมาชิกครอบครัวกัน

หยิบดี | มองเห็นก็เป็นสุข (ฉบับใจฟองฟู)




 

หยิบดี | มองเห็นก็เป็นสุข (ฉบับใจฟองฟู) ย้อนไปในวัยเรียนปริญญาตรีปี 1 ยุคที่ทุกคนรุ่นผมต้องรู้จักกับหนังสือ a day กัน ซึ่งเป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลทางความคิด แวกแนว อินดี้ การนำเสนอรูปมุมมองใหม่ ตลอดจนแฝงไปด้วยความเท่ห์ที่ทันยุคทันสมัย แน่นอนถ้าเมื่อไรหนังสือ a day ออกวางแผงเมื่อไร จะต้องมีประเด็นเรื่องราวอัพเดทให้ได้กล่าวขานกันทั่วเลยครับ

• ด้วยความชอบส่วนตัว และเป็นคนชอบอ่าน ชอบเขียน ผมจึงได้มีโอกาสมาเจอหนังสือสายพันธุ์พื้นเมืองเหนือ (สายพันธุ์เชียงใหม่) ชื่อว่า หนังสือ d'magazine simple style เป็นหนังสือที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่โดยมีสำนักงานที่ศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว ใครอยู่ในยุคเดียวกับผมต้องรู้จักแน่นอน ซึ่งมีแนวทางนำเสนอคล้ายๆ a day แต่จะเน้นการนำเสนอเรื่องราวของเชียงใหม่มากกว่าโดยมีจุดเด่นที่รูปประกอบสวยงาม และเรื่องราวสุดกวน
• จากความชอบเขียนเป็นทุนเดิมผมจึงมีโอกาสได้ร่วมเขียนบทความในหนังสือของ d'magazine หลายบทความจากการชักชวนของพี่ๆ กองบรรณาธิการ จริงๆ เริ่มต้นจากการที่ผมได้ลองเขียนต้นฉบับในชื่อเรื่องว่า "เรื่องวุ่นกับเจ้าสิ้นคิด" ส่งมาให้ที่กองบรรณาธิการของ d'magazine ซึ่งผลปรากฎว่าพี่ๆ กองบรรณธิการชอบเรื่องเล่าสไตล์ผมที่ได้เขียนเรื่องราวในการมองเชียงใหม่ให้ลึกกว่าเดิม ผ่านเหตุการณ์ดีๆ ที่ผมเจอมา จึงได้ลงใน Vol : 1 issue 4 ของหนังสือประจำเดือนสิงหาคม 2545
•หลังจากนั้นจึงมีโอกาสได้เขียนอีกหลายบทความอาทิเช่น
° เรื่องวุ่นกับเจ้าสิ้นคิด
° วัคซีนเห็นผี
° นรัก (falling in love)
วันนี้กลับมาที่บ้านเดินมาที่ชั้นหนังสือเพื่อจะหาหนังสือเล่มเดิมสักเล่มที่เคยสร้างแรงบันดาลใจให้ตนเองเมื่อหลายปีก่อนกลับมาอ่านดู แล้วเจอหนังสือ d'magazine นี้พอดีจึงเปิดอ่านย้อนลำดับความคิด ความอ่าน และภาพต่างๆ ในอดีตย้อนกลับมา จึงขอนำเรื่องราวดีนี้มาบันทึกเก็บเอาไว้ในคอลัมหยิบดีนี้
• ไว้ครั้งต่อไปจะหาโอกาสนำเรื่องราวดีๆ ในหนังสือมาเล่าสู่กันผ่านมองเชียงใหม่ให้ลึกกว่าเดิม ของผมที่ได้เขียนเอาไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน รอติดตามกันนะครับ

หยิบดี | ตอน : บทบาทโค้ชชิ่ง (Coaching)

หยิบดี | ตอน : บทบาทโค้ชชิ่ง (Coaching) เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน "ทำหน้าที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และปฏิบัติงานโครงงานให้สำเร็จลุล่วง โดยคอยสังเกตและตรวจสอบความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานของผู้เรียน หากพบว่ามีเหตุขัดข้องประการใดจะคอยเกื้อหนุนประสานฝ่ายต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานของผู้เรียนสามารถดำเนินต่อไปได้จนเสร็จสมบรูณ์"
● บทสัมภาษณ์เมื่อ 6 ปีก่อนที่ผมได้พูดไว้เมื่อร่วมทำโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (Science Based Technology College : SBTC) ซึ่งตอนนั้นได้รับโอกาสในการทำงานเป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงให้กับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน และตอนนี้ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้และขยายผลต่อ
● ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ของการจัดการศึกษาที่เน้น"ผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติการ" ของหลักสูตรเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ ที่ตรงตามปรัชญาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา โดยมีกลไกการเรียนการสอนในรูปแบบการเรียนรู้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning: PjBL) ของหลักสูตรเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาดอยสะเก็ด โดยมีโค้ชชิ่ง (Coaching) คอยให้คำแนะนำ ปรึกษา ช่วยเหลือ ร่วมกันกับอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก และอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ของนักศึกษาแต่ละกลุ่ม ทำให้นักศึกษาได้แนวคิด มุมมอง สำหรับการทำโครงงานที่รอบด้านมากขึ้น
● ตลอดจนเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีความสามารถทางวิศวกรรม หรือมีความสามารถในทางการประดิษฐ์ การคิด การออกแบบ ความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เข้าศึกษาต่อในสาขาที่ถนัด เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมงานทางด้านสายอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
● หยิบดี" คอลัมที่ผมตั้งใจนำเรื่องราวดีๆ ที่ควรถูกนำมาเล่า มาสื่อสารให้เป็นประโยชน์ต่อ ชุมชน สังคม ในวงกว้างยิ่งขึ้น ติดตามดูนะครับว่าผมจะ หยิบดีเรื่องราวไหนมาเล่าต่อไปนะครับ

 

หยิบดี | Up date "สถานการณ์ของวงการกาแฟกำลังเข้าขั้นวิกฤต"





หยิบดี | Up date "สถานการณ์ของวงการกาแฟกำลังเข้าขั้นวิกฤต" บทสนทนากับครูใหญ่แห่ง School coffee (พี่บิ๊ก) ครั้งนี้ได้ร่วมกันพูดคุยในวิกฤตฝั่งของการเกษตรกรรมครับ คือจำนวนกาแฟที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เกิดจากประเด็นเรื่องของธรรมชาติ ประกอบไปด้วย ดิน อากาศ น้ำ ฯลฯ Climate Change ที่เปลี่ยนแปลงตลอดทั้งฤดูกาล อุณหภูมิ ความร้อน ความหนาว ทำให้ต้นกาแฟที่เคยแข็งแรงในสภาวะที่มันเคยเป็นอยู่ ก็ป่วยได้ง่ายขึ้น

●โดยธรรมชาติ พอกาแฟได้น้ำก็จะผลิตยอดผลิตใบขึ้นมา เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวก็จะเริ่มแห้งแล้ง เริ่มสร้างดอก สร้างผล แล้วกลายเป็นลูกเชอร์รี แต่คราวนี้ฤดูกาลมันสั้นลง ไม่ได้ทิ้งช่วงเหมือนทุก ๆ ปี เกิดฝน เกิดแล้ง เกิดหนาว 2 ครั้งแล้วใน 1 ปี ซึ่งจะส่งผลยังไงก็ยังไม่รู้ ต้องลองไปชิมกันดู
●เรื่องน้ำ เราเจอฝนตกระหว่างฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งมันไม่ควรจะเกิดขึ้นบ่อย แทนที่เชอร์รีจะต้องสุกสมบูรณ์ กลายเป็นสุกแค่ 80% คุณภาพก็ลดลงแล้ว การลำเลียงน้ำของต้นแม่ก็ทำให้เชอร์รีบางส่วนแตก คือลูกๆ ได้กินแต่น้ำ บวมน้ำ จนมันเต่งแล้วก็แตก ลดจำนวนของเมล็ดกาแฟที่เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตลงได้
●สิ่งมีชีวิตที่เราเรียกว่าศัตรูพืช มันเติบโตแข็งแรงมากขึ้นเหมือนไวรัสที่แปลงตัวเองเป็นโควิด-19 เชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรีย ตัวแมลงก็มีผลโดยตรงกับลูกเชอร์รี มอดเจาะผลกาแฟ สร้างลูกสร้างไข่กันในนั้น ทำให้กาแฟแต่ละสวนสูญเสียไป 10% จนถึง 70% ผลิตกาแฟมาตันหนึ่ง ขายได้แค่ 300 โล บวกกับฝนตกยาวนานมากขึ้น ความชื้นเป็นปัจจัยให้แบคทีเรียและเชื้อราเติบโตได้ดี ทำให้ต้นไม้ตาย
●ซึ่งเราเชื่อว่ากาแฟไทยสามารถพัฒนาและดีขึ้นได้กว่านี้อีก หากทุกคนร่วมด้วยช่วยกันหาแนวทางป้องกัน และบริหารจัดการส่วนของตนเองโดยการเลือกปลูกไม้ร่ม สร้างร่มเงาที่เหมาะสม และจัดระบบนิเวศภายในสวนของตนเองให้เหมาะสมตามธรรมชาติ แล้วธรรมชาติจะจัดสรรสิ่งดีงามให้ เป็นกำลังใจให้พี่ๆเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟทุกแหล่งปลูกนะครับ
● "หยิบดี" คอลัมที่ผมตั้งใจนำเรื่องราวดีๆ ที่ควรถูกนำมาเล่า มาสื่อสารให้เป็นประโยชน์ต่อ ชุมชน สังคม ในวงกว้างยิ่งขึ้น ติดตามดูนะครับว่าผมจะ หยิบดีเรื่องราวไหนมาเล่าต่อไปนะครับ

หยิบดี | "มอดศัตรูตัวร้ายในสวนกาแฟ"

 


หยิบดี | "มอดศัตรูตัวร้ายในสวนกาแฟ"
มีพี่ๆ เกษตรกรหลายท่านได้สอบถามและ inbox เข้ามาถามผมโดยอยากให้นำข้อมูลเกี่ยวกับศัตรูตัวร้ายอย่าง "มอด" และวิธีการป้องกันแก้ไข มาเขียนเล่าให้ทุกคนได้อ่านกัน วันนี้ผมเลยจัดให้ตามคำขอนะครับ

● จากบทความของ Sirichai,2019 [1] ได้เขียนถึงความเร็วในการแพร่กระจายของมอดสมมุติว่านำมอด 1 ตัวไปปล่อยไว้ในสวนกาแฟ สิ่งที่เกิดขึ้นคือมอดสามารถวางไข่ได้ประมาณ 60 -100 ใบต่อผลกาแฟ 1 ผล

•ดังนั้นสมมุติว่า มอด 1 ตัว สามารถผลิตมอดโตเต็มวัยได้ประมาณ 20 ตัว สมมุติว่าตั้งแต่วางไข่จนได้ตัวเต็มวัยใช้เวลาอยู่ที่ 30 วัน เมื่อเวลาผ่านไป 5 เดือน

• วิธีคำนวนง่ายๆ คือมอดสามารถเติบโตได้ด้วยอัตราเร่งแบบ Exponential คือ 20 ยกกำลัง 5 ดังนั้นมอด 1 ตัวเมื่อผ่านไป 5 เดือน จะมีมอดในสวนกาแฟทั้งหมด 3,200,000 ตัว (สามล้านสองแสนตัว)

• ถ้าคำนวนคร่าวๆ ว่ามอด 3.2 ล้านตัวโจมตีเมล็ดกาแฟแต่ละเมล็ด เท่ากับว่าเมล็ดกาแฟเสียหายกว่า 3.2 ล้านเมล็ดคิดเป็นน้ำหนักรวมทั้งหมดประมาณ 640 กิโลกรัม (เมล็ดสาร 1 เมล็ดหนัก 0.2 กรัม) หรือมูลค่ากว่า 102,400 บาท (ราคากาแฟสารกิโลละ 160 บาท)

● จากงานวิจัย Mendesil et al., 2004 [2] พบว่ามอดจะโจมตีผลกาแฟอย่างหนักช่วงที่ผลกาแฟเริ่มสุก โดยเจาะเข้าทางฐานใต้ผลกาแฟ เนื่องจากกาแฟเป็นพืชที่ติดผลปีละครั้งมอดจำเป็นต้องมีที่อยู่ในช่วงที่ผลกาแฟยังไม่ติดผล และที่อยู่นั่นคือผลที่แห้งคาต้นหรือผลที่ร่วงอยู่บนพื้น

• Mendesil et al., 2004 [2] พบว่าจำนวนของมอดในผลกาแฟที่ค้างอยู่บนต้นมีจำนวนมากกว่าผลกาแฟที่ตกอยู่ที่พื้น แสดงว่ามอดชอบผลกาแฟที่แห้งคาต้นมากกว่าผลกาแฟที่ตกบนพื้นแต่ในกรณีที่ไม่มีผลกาแฟแห้งคาต้น ผลกาแฟที่หล่นบนพื้นก็เป็นหนึ่งแหล่งขยายพันธุ์ของมอด ดังนั้นการทำลายเมล็ดกาแฟที่ค้างคาต้น หรือตกหล่นน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้มอดแพร่กระจาย และป้องกันไม่ให้มอดข้ามจากฤดูกาลหนึ่งไปยังอีกฤดูกาลหนึ่ง

● สรุป : มอดเป็นแมลงศัตรูพืชของกาแฟที่ใช้เวลากว่า 90% อาศัยอยู่ในผลกาแฟ ทำให้ไม่สามารถใช้วิธีใดวิธีหนึ่งในการกำจัดได้ แต่เป็นปัญหาที่ต้องแก้ด้วยความอดทนและใส่ใจวิธีป้องกันมอดที่ทางทีมงาน Coffeesci ได้หาข้อมูลมา จึงขอนำเสนอวิธีให้กับพี่ๆ น้องๆ เกษตรกรได้นำไปปรับใช้กัน ดังนี้นะครับ

1.ทำลายผลกาแฟที่มีมอดเจาะ
2.เก็บผลกาแฟที่แห้งคาต้น และตกหล่นมาใส่กระป๋องน้ำออกมาทำลายนอกพื้นที่สวน
3.กับดักสามารถใช้ลดการแพร่กระจาย และบ่งบอกถึงจำนวนของมอดในสวนได้
4.ป้องกันไม่ให้มอดหลุดเข้ามาที่สวน
5.การปลูกต้นไม้ จัดระบบนิเวศภายในสวนเพื่อให้เกิดการจัดการภายในสวนแบบธรรมชาติ เช่น นกมากิน หรือสัตว์ต่างๆ มากิน

● อ้างอิงที่มาข้อมูล

[1] Sirichai, "วงจรชีวิตของมอดกาแฟ (Coffee Berry Borer)และวิธีป้องกันมอดในกาแฟ," JULY, 19, 2019.[Online]. Available:
https://beanshere.com/.../understand-coffee-berry-borer/...

[2] E.Mendesil, B.Jembere and E.Seyoum,"Population dynamics and distribution of the coffee berry borer, Hypothenemus hampei (Ferrari) (Coleoptera: Scolytidae) on Coffea arabica L. in Southwestern Ethiopia," SINET Ethiopian Journal of Science,vol.27,no.2, pp.127–134, 2004.

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566

หยิบดี | ตอน : การเดินทาง ความจริง ความฝัน


 หยิบดี | ตอน : การเดินทาง ความจริง ความฝัน

มีความตั้งใจว่าช่วงนี้จะแบ่งเวลาหลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ จะมาทบทวนย้อนดูรูป และสิ่งๆต่างที่ได้ทำมาตลอดระยะเวลา5 ปี ที่ผ่านมา ว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ให้กับตนเอง ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมในโลกนี้ไปบ้าง
• วันนี้ได้ค้นมาเจอรูปนี้ซึ่งถ่ายเก็บเอาไว้ตอนขึ้นไปที่ (บ้านพี่อายิ) หมู่บ้านแม่สลองนอก จ.เชียงราย โดยตอนนั้นทีมงานทุกคนต่างเดินทางเพื่อมาร่วมกันเรียนรู้ และรับโจทย์ปัญหาต่างๆ ในพื้นที่แหล่งปลูกกาแฟ จนเราได้ขยับทำงานร่วมกันในมิติของ ดิน ฟ้า กาแฟ และสิ่งแวดล้อม ก่อเกิดการรวมตัวของทีมงานในนามว่า "คะสึ" และ "Coffeesci" ร่วมกันทำงานร่วมกับพี่ๆ ในแหล่งปลูกกาแฟ
• มันเป็นช่วงเวลาที่ผมและทีมงานต่างได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์ของการทำงานในเชิงพื้นที่ได้เป็นอย่างดี การกิน การนอน การเดินทาง ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ได้มาสำหรับข้อมูลที่ดีสำหรับนำไปคืนผลและแนะนำให้พี่ๆ ทุกคน ในทุกแหล่งปลูกกาแฟ แลกกับรอยยิ้มและเสียงปรบมือ ทีมงานเราก็รู้สึกหัวใจพองโต มากละครับ นี้ละคุณค่าที่ดีของการทำงานเพื่อสังคมครับ
• การเดินทาง คือการบันทึกเรื่องราวในความทรงจำ การออกเดินทางของแต่ละคนอาจมีจุดมุ่งหมายต่างกัน หลายคนออกเดินทางเพื่อตามหาความสุข และอีกไม่น้อยที่ต้องการหนีออกจากความทุกข์ บางคนออกเดินทางเพื่อให้หัวใจตัวเองแข็งแรง
• แต่ละจุดมุ่งหมายก็จะมีวิธีทางที่ต่างกันไปตามรูปแบบการเดินทางของแต่ละคน ซึ่งแน่ นอนไม่มีใครบอกได้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน
• แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกการเดินทางต้องมีนั่น คือ ความทรงจำที่ดีเสมอ ยังมีอะไรต่อมิอะไรที่น่าจดจำ ไว้ผมจะนำมาเล่าในคอลัมน์หยิบดีต่อไปนะครับ
• ติดตามกิจกรรมดีๆ ครบรอบ 5 ปี ของทีมงาน Coffee Sci ของเราเร็วๆ นี้จะมีกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม ชุมชน ด้าน อาหาร กาแฟ ดนตรี
กันนะครับ

หยิบดี | "ครบรอบ 5 ปี ของการเดินทาง"


 หยิบดี | "ครบรอบ 5 ปี ของการเดินทาง"

กาแฟไม่ได้มีดีแค่คาเฟอีน หากแต่มันมีมิตร ภาพที่มากมาย ช่วงเวลาที่ผ่านมา กาแฟได้นำพาให้ทีมเรามาพบเจอมิตรภาพหลากหลาย และยิ่งนานวันมันยิ่งมีความผูกพันธ์กันมากขึ้น เหมือนหนึ่งในสมาชิกครอบครัวเดียวกัน
• กาแฟนำพาให้เรามาพบเจอพี่ๆ ทุกแหล่งปลูก พบเจอรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความอบอุ่น ความห่วงใย มิตรภาพ พี่ๆหลายๆคน เคยถามผมว่าอาจารย์ทำงานอยู่ที่ในห้องแอร์สอนหนังสือสบายๆ แล้วออกมาขึ้นดอย ลงห้วย ไต่เขา ให้เหนื่อยทำไม คำตอบของผมที่ให้พี่ๆ คือ "รอยยิ้ม" ผมบอกกับพี่ๆ ว่าถ้าผมอยู่แต่เพียงในห้องสี่เหลี่ยมก็คงไม่พบเจอสิ่งดีๆ เหล่านี้เป็นแน่ครับ
• โลกใบนี้ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ร้อยอย่าง พันอย่าง แสนอย่าง อย่ารอให้เวลาหมุนไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย มันจะเป็นอะไรที่เสียดายมากนะครับ
• ด้วยทางกลุ่ม Coffee Sci เราได้ดำเนินงานในมิติของ ดิน ฟ้า กาแฟ และการเรียนรู้ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมร่วมกัน โดยได้มีการทำงานเชิงพื้นที่ใน 9 แหล่งปลูกกาแฟในภาคเหนือ ทำให้ได้พบเห็นวิถีการทำงานและปัญหา ตลอดจนความต้องการในการพัฒนาในเชิงพื้นที่ของเกษตรกร
• จากความตั้งใจและอยากเห็นทุกคนในชุมชนมีการเรียนรู้และพร้อมร่วมกันพัฒนาผลผลิตของตนเองให้มีคุณภาพยิ่งๆ ขึ้น เพราะกาแฟไทยเรายังไปได้อีกไกล
• ติดตามกิจกรรมดีๆ ครบรอบ 5 ปี ของทีมงาน Coffee Sci ของเราเร็วๆ นี้จะมีกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม ชุมชน ด้าน อาหาร กาแฟ ดนตรีกันนะครับ